Blog
AI Coding เขียนโค้ดไว 10 เท่า แต่ทำไม Tech Lead งานหนักกว่าเดิม

By Ratchata Nuanchan
•
1 ธันวาคม 2568

ภาพฝัน vs ความจริง
ในวงการ Software Engineering ปีนี้ ไม่มี Buzzword ไหนจะร้อนแรงไปกว่า AI Coding Assistant อีกแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็น GitHub Copilot, Google Antigravity, Cursor, หรือ Claude ที่ต่างเคลมว่าช่วยให้ Developer เขียนโค้ดได้เร็วขึ้น 10 เท่า (10x Productivity) ภาพฝันที่ผู้บริหารและคนนอกวงการมองเห็นคือ:
มี AI แล้ว งานต้องเสร็จไวขึ้น บั๊กต้องน้อยลง และทีม Dev น่าจะทำงานสบายขึ้น
แต่ในมุมมืดที่ไม่มีใครพูดถึง... โดยเฉพาะในกลุ่ม Tech Lead และ Senior Developer ที่ต้องคุมโปรเจกต์ หลายคนกลับรู้สึกตรงกันข้าม
- ทำไมยิ่งมี AI งานเรายิ่งหนัก?
- ทำไมยิ่ง Coding ไว เรายิ่งกลับบ้านดึก?
- ทำไม Tech Lead หลายคนถึงกำลังเข้าสู่ภาวะ Burnout
วันนี้เราจะมาดูปรากฏการณ์นี้กันครับ ว่าทำไม AI ถึงไม่ได้มาช่วยแบ่งเบาภาระหัวหน้าทีมอย่างที่คิด แต่มันกำลังเปลี่ยนรูปแบบ ความเหนื่อยของเราไปตลอดกาล
AI เปลี่ยน Software Developer จาก Maker เป็น Reviewer
เมื่อก่อนคอขวด (Bottleneck) ของการส่งมอบซอฟต์แวร์มักอยู่ที่เวลา Coding เราต้องใช้เวลาคิด Logic, ค้นหา Library และแก้ Bug ทีละบรรทัด แต่พอมี AI Coding เข้ามา คอขวดนั้นถูกทำลายลงไปจนหมด
น้องๆ ในทีม ไม่ว่าจะเป็น Junior หรือ Mid-level สามารถ Gen Code ฟีเจอร์ที่ซับซ้อนออกมาได้ในเวลาไม่กี่นาที
สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับ Tech Lead คือ บทบาทของคุณถูกบังคับเปลี่ยน จากเดิมที่คุณอาจจะมีหน้าที่คอยช่วยให้คำแนะนำน้องๆ หรือช่วยแก้ Bug ที่ยาก แต่พอมี AI Coding เข้ามา หน้าที่นี้ก็ถูกย้ายไปให้ AI จนหมด
ตอนนี้สิ่งที่คุณต้องทำกลับเป็นการ Review PR ที่มีขนาดใหญ่และจำนวนมากขึ้นไม่สัมพันธ์กับเวลา ปริมาณโค๊ดเยอะขึ้นแบบทวีคูณ แต่คุณมีเวลาตรวจทานเท่าเดิม ไม่เพียงเท่านั้น โค๊ดที่ถูกส่งมาใน PR คุณภาพก็น้อยลงเช่นกัน ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของความอิ้บอ๋าย
ปัญหาที่ AI สร้างขึ้น: ความเร็วที่ไม่มีคุณภาพ
AI เก่งมากในการสร้างโค้ดที่ Run ผ่านและดูเหมือนจะใช้ได้ แต่จากที่ผมได้ทดลองทำ Side Project ด้วย AI Coding โดยใช้ Google Antigravity และ Gemini 3 + Claude Sonnet 4.5 ผมยังพบว่า AI ยังไม่สามารถปิดงานเองได้ 100% หากผู้ใช้ไม่มีความสามารถและประสบการณ์ที่เคยเจอปัญหาและได้ลงมือเองมาก่อน
AI ยังไม่เก่งในเรื่องบริบท (Context) และการวางแผนผลกระทบระยะยาว (Long-term impact) ที่มีความซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tech Lead ต้องคอยดูแล ความเร็วที่ได้มาจึงมักแลกด้วยกับปัญหาที่ต้องตามไปแก้:
- Boilerplate Code มหาศาล: AI มักจะ Gen โค้ดที่เยิ่นเย้อเกินความจำเป็น (Bloated Code) ซึ่งตอนนี้อาจจะไม่เห็นผล แต่ในระยะยาวมันคือฝันร้ายของการ Maintenance
- Hidden Bugs & Edge Cases: AI มักจะโฟกัสที่ Happy Path แต่ตกม้าตายในกรณี Edge Cases หรือ Error Handling ซึ่งเป็นจุดที่ระบบมักจะพังตอนขึ้น Production
- Security Risk: การ Copy-Paste หรือกด Tab รับโค้ดจาก AI โดยไม่ตรวจสอบ อาจนำมาซึ่งช่องโหว่ทางความปลอดภัย
สุดท้ายคนที่ต้องรับจบ ไม่ใช่ AI... แต่เป็นคุณ 🫵
ระยะห่างความสามารถของ Junior และ Senior
นี่เป็นกับดักชิ้นใหญ่และเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดในระยะยาวสำหรับการสร้างทีม (Team Building)
น้อง Junior Dev รุ่นใหม่เริ่มเสพติดการใช้ AI จนข้ามขั้นตอนสำคัญของการเรียนรู้ที่โดยการงมโค๊ดด้วยตัวเอง การที่เรานั่งจ้อง Error Log เป็นชั่วโมงๆ สมัยก่อน มันคือช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้ System Flow และ Logic อย่างลึกซึ้ง แต่เมือมี AI:
- ผลลัพธ์: น้องทำงานเสร็จไว ปิด Task ได้เร็ว
- ความเป็นจริง: น้องอธิบายไม่ได้ว่าทำไมโค้ดถึงทำงานแบบนั้น หรือทำไมถึงเลือกวิธีนี้
เมื่อถึงเวลาที่เกิด Bug ซับซ้อน หรือระบบล่ม น้องกลุ่มนี้จะไปต่อไม่ถูก เพราะ พื้นฐานไม่แน่น และภาระทั้งหมดก็จะตกมาอยู่ที่ Tech Lead ที่ต้องลงมา Debug เองเหมือนเดิม (เพิ่มเติมคือต้องมาแกะโค้ด AI ด้วย)
Tech Lead กับภาระงานที่มองไม่เห็น
งาน Coding ใช้สมองส่วนความคิดสร้างสรรค์ (Creative) แต่งาน Review และ Debug โค้ดของคนอื่น ใช้สมองส่วนการวิเคราะห์ (Analytical) ซึ่งใช้พลังงานสูงกว่ามาก ลองจินตนาการดูครับ:
- ต้องมานั่งแกะ Logic ที่ AI เขียนมาแบบงงๆ (ซึ่งบางทีน้องคนส่ง PR ก็งงเหมือนกัน)
- ต้องคอยสอน (Coach) น้องทีละบรรทัด เพื่อให้เข้าใจโค้ดที่ตัวเองกด Gen มา
- ต้องรับแรงกดดันจาก Business/Management ที่คาดหวังว่า "มี AI แล้วทำไมงานยังไม่เสร็จไวๆ?"
นี่คือ Cognitive Load หรือภาระทางสมองที่ Tech Lead ต้องแบกรับ เราไม่ได้เหนื่อยเพราะเขียนโค้ดแต่เราเหนื่อยเพราะต้องเป็นด่านหน้าป้องกันไม่ให้โค้ดไม่มีคุณภาพหลุดเข้าไปทำลายระบบ
Tech Lead ควรแก้อย่างไร
เราหยุดคลื่น AI ไม่ได้ และไม่ควรหยุดด้วยแต่เราต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตไปกับมันให้เป็น สำหรับ Tech Lead นี่คือวิธีเอาตัวรอดครับ:
1. Shift Focus to Architecture & Design:
เอาเวลาไปลงรายละเอียดเรื่อง Design Doc (RFC) และ System Architecture ให้แน่นก่อนเริ่มงาน ยิ่ง Blueprint ชัด AI (และคน) ก็ยิ่งทำงานผิดพลาดน้อยลง
2. Strict Code Review Standards:
สร้างมาตรฐานการ Review ที่เข้มข้นขึ้น กฎเหล็กคือห้าม Approve โค้ดที่คนเขียนอธิบายไม่ได้ ถ้าตอบไม่ได้ว่าบรรทัดนี้ทำเพื่ออะไร ให้ Reject ทันที เพื่อฝึกให้น้องอ่านและเข้าใจก่อนส่ง
3. Coach, Don't Fix:
เมื่อเจอปัญหาอย่าเผลอแย่งน้องทำ ผมเข้าใจความรู้สึกที่ Deadline กระชั้นชิดเข้ามาแล้วแต่งานที่มอบหมายไปยังไม่ถึงไหนแต่ให้ใช้โอกาสนี้สอนวิธี Debug, วิธีตั้งคำถามกับ AI หรือวิธีเช็ค Logic
จงเปลี่ยนตัวเองจาก Super Coder เป็น Super Coach
ทิศทางในอนาคต: Soft Skills คือไม้ตายสุดท้าย
ในยุคที่ใครๆ ก็เขียนโค้ดได้ (ด้วย AI) ทักษะทาง Technical จะเริ่มง่ายขึ้น สิ่งที่จะแยก Tech Lead ตัวจริง ออกจาก AI (และ Junior ที่ใช้ AI) ได้ คือสิ่งที่มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้:
- ภาวะผู้นำ (Leadership): การสร้างแรงบันดาลใจ การรักษาขวัญกำลังใจทีมในวันที่งานหนัก มีปัญหาอะไรเราต้องเป็นด่านหน้า เป็นคนคอยรับหน้าให้ทีมได้
- การสื่อสาร (Communication): การเจรจาต่อรองกับ Stakeholder, การแปลภาษา Tech เป็นภาษา Business
- การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decision): การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรทำ และเมื่อไหร่ควรหยุด ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง
นี่คือพื้นที่ที่ AI ยังเข้าไปไม่ถึง... และเป็นพื้นที่ที่จะสร้างคุณค่าให้กับทีมได้
AI ไม่ได้มาฆ่า Software Developer
แต่มันกำลังบีบให้เราต้องพัฒนา จากคนที่เก่งแค่คุยกับคอมพิวเตอร์ ต้องกลายเป็นคนที่เก่งในการคุยกับคนและบริหารการทำงาน อย่าปล่อยให้ AI ทำให้คุณกลายเป็นคนที่ Burnout แต่จงใช้มันเป็นเครื่องมือทุ่นแรง แล้วก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่องค์กรขาดไม่ได้อย่างแท้จริงครับ
Subscribe to our Email & Follow us on Social Media
อัปเดตความรู้เกี่ยวกับ People, Product, Process และ Tech ได้ก่อนใคร!
Subscribe


